วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556








" เป็นคัพเค้กที่เป็นขนมพิเศษของร้าน Little Sweet มีสีสันที่น่ารักน่าทาน ความหอมหวานที่มาจากผลไม้หลากหลายชนิด ที่คัดสรรมาให้เข้ากันอย่างลงตัวในแต่ละชั้น เริ่มจากชั้นล่างสุด Strawberry เค้ก ที่ใช้แยมสตรอเบอรี่ผสมลงไปในเนื้อเค้ก ชั้นที่ 2 แพชั่นฟรุต เปรี้ยวอมหวาน ชั้นที่ 3 เลม่อน เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด และชั้นสุดท้ายชั้นที่ 4 บลูเบอร์รี่ หอมหวาน และแต่งหน้า topping ด้วย topping icing แยมผลไม้รวม หอมพิเศษ เปรี้ยวหวานลงตัว "



สูตรขนมลิตเติ้ลสวีทคัพเค้ก Little SweetCupcake




อุปกรณ์
1. เครื่องผสม (Mixer Stand)
2. ไม้พายยาง
3. ช้อนตวง
4. ถุงบีบ
5. หัวบีบ cake
6. ถ้วย cupcake
7. ถาดเข้าเตาอบ

ส่วนผสมลิตเติ้ลสวีทคัพเค้ก Little Sweet Cupcake
สำหรับ 20 ชิ้น

• เนื้อเค้ก

1. แป้งเค้ก 300 กรัม
2. ผงฟู 1 ชต.
3. เนย 200 กรัม
4. น้ำตาล 300 กรัม
5. ไข่ไก่ 3 ฟอง
6. ไข่แดง 2 ฟอง
7. วนิลา 1 ชช.
8. โยเกิร์ต 10 กรัม
9. นมสด 170 กรัม
10. สีฟ้า (ปริมาณตามต้องการ)
11. สีเขียว (ปริมาณตามต้องการ)
12. สีเหลือง (ปริมาณตามต้องการ)
13. สีชมพู (ปริมาณตามต้องการ)
14. แยมบลูเบอร์รี่ 20 กรัม
15. แยมมะนาวและเลม่อน 20 กรัม

16. แยมแพชั่นฟรุ๊ต 20 กรัม
17. แยมสตรอเบอร์รี่ 20 ก
รัม

• Topping Icing

1. เนย 500 กรัม
2. ไอซิ่ง 100 กรัม
3. แยมผลไม้รวม 80 กรัม
4. เยลลี่ ช็อคโกแลต ตามใจชอบ

วิธีทำลิตเติ้ลสวีทคัพเค้ก Little Sweet Cupcak

1. อุ่นเตา อุณหภูมิ 160-175 องศา
2. ตีเนยและน้ำตาลจนขึ้นฟูขาว ประมาณ 5 นาที (เนยอุณหภูมิห้อง)
3. ไข่ไก่ และไข่แดง ผสมให้เข้ากัน ใส่วนิลา โยเกิร์ต นมสด คนให้เข้ากัน เทใส่ในเนยที่ตีขึ้นฟูแล้ว
4. ใช้สปีดต่ำจนเข้ากันดี
5. ร่อนแป้งและผงฟูรวมกัน
6. ใส่เบาๆและเปิดสปีดต่ำ (แป้งจะได้ไม่ฟุ้ง)
7. ผสมจนเข้ากันดี
8. แบ่งเป็น 4 ชามเท่าๆกัน
9. แต่ละชามใส่แยมคนละชนิด
10. เพิ่มสีตามใจชอบ
11. ตักใส่ถุงบีบชามละถุง
12. บีบสีละชั้น รวมทั้งหมด ½ ถ้วย (เค้กเนื้อนี้ฟูมาก ใส่เกิน ½ ถ้วยเดี๋ยวจะล้นถ้วย)
13. นำเข้าอบ 25 นาที
14. เริ่มทำ Topping Icing
15. ตีเนยและไอซิ่งจนขึ้นฟู
16. ใส่แยมผลไม้รวม ผสมจนเข้ากัน
17. ตักใส่ถุงบีบ
18. หลังจากพัก cupcake ที่อบสุกให้เย็นแล้ว แต่งหน้าด้วย topping icing
19. แต่งหน้าด้วยเยลลี่ หรือเกล็ดน้ำตาล ต
ามใจชอบ





1. วัดขนาดผ้า เผื่อไว้ด้านละประมาณ 1 นิ้ว

2. ทากาว หรือใครมีสเปรย์กาวก็พ่นด้านหลังกล่องเลย



3. เอาผ้ามาติดด้านหลังกล่อง และขอบด้านนอก หลังจากที่ทากาวไปแล้ว
อาศัยจังหวะกาวยังไม่แห้งนี่แหละ ดึงผ้าให้ตึงเปรี๊ยะๆ จะได้สวยๆ

4. ติดกาวขอบด้านในบ้าง




5. ดึงผ้ามาติดกาวให้แน่นๆ ตึงๆ

6. ตัดผ้าอีกชิ้น คราวนี้ขนาดพอดีกับผ้ากล่องด้านใน







สวัสดีจ้าสาวๆ ^^ กลับมาเจอกันในคอลัมน์ Pop Nail อีกครั้งแล้วน๊า
สำหรับช่วงนี้ก็ใก้ลวันวาเลนไทน์ เข้ามาทุกที 
Pop Nail จะน้อยหน้าได้ยังไงกัน เนอะ ^^ ครั้งนี้เลย
ขอเคลือบความหวานต้อนรับวันวาเลนไทน์ด้วย เล็บรูปหัวใจที่ดูยังไง๊ ยังไง ก็น่ารัก >///< อย่ามัว
รีรอเลยเนอะ ไปดูขั้นตอนการทำเล็บในสไตล์ 
Valentine Lover กันเลยจ้า 



กรรไกร, กระดาษตัดรูปหัวใจ, สก๊อตเทป, ยาทาเล็บสไตล์วาเลนไทน์ และน้ำยาเคลือบเล็บ



 ลงสีพื้น ให้ทั่วเล็บ Punni เลือกสีพื้นเป็น สีม่วงนมๆ สไตล์พาสเทลค่า จากนั้นรอให้แห้ง


ตัดกระดาษเป็นรูปหัวใจ ขนาดและแบบตามที่ชอบติดลงบนเล็บ

เพราะว่าเป็น Valentine Lover เนอะ ^^ ขอเลือกทารูปหัวใจเป็นสีชมพูละกัน

หลังจากลงสีที่รูปหัวใจแล้ว รอให้แห้งสนิทก่อนนะ แล้วค่อยลอกกระดาษรูปหัวใจออก


ขั้นตอนสุดท้ายลงน้ำยาเคลือบแบบกากเพชร จากนั้นทับด้วยน้ำยาเคลือบเล็บ เสร็จแล้วค่า














วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


กิจกรรมประจำหน่วยที่ 2 เรื่อง หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

1.กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

 กระบวนการเทคโนโลยี (Technological Process) คือ  ขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากทรัพยากรให้เป็นผลผลิตหรือผลลัพธ์ ระบบเทคโนโลยีประกอบด้วยกระบวนทางเทคโนโลยีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ได้แก่
1.กำหนดปัญหาหรือความต้องการ (Identification the problem,need or preference)
 2.รวบรวมข้อมูลเพื่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ (Information) 
3.เลือกวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ (Selection of the best possible solution)
4.ออกแบบและปฏิบัติ 
5.ทดสอบ (Testing to see if it works)
 6.การปรับปรุง (Modification and improvement)
7.ประเมินผล (Assessment)
  
2.จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง
1)ข้อมูล
2)สารสนเทศ
3)ความรู้

1)ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริง
2)สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว 
3)ความรู้ คือ ความเข้าใจในสาระสำคัญ สัมพันธ์กัน คือ ข้อมูลเมื่อผ่านกระประมวลผลแล้วจะกลายเป็นสารสนเทศ และก่อนที่จะนำสารสนเทศไปใช้ เราต้องเอาไปผ่านการสังเคราะห์เพื่อให้กลายเป็นความรู้ก่อนเพื่อช่วยในการตัดสินใจ



3.จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของนักเรียนเองว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจได้อย่างไร

 เวลาเราเลือกซื้อของใช้และของกิน เราต้องใช้ความรู้ในการพิจารณาของเหล่านั้นว่า มีคุณภาพเหมาะสมกับราคาหรือไม่ และการเปรียบเทียบคุณภาพของสิ่งของ2อย่างว่าสิ่งไหนมีประสิทธิภาพที่สามารถใช้สอยได้ดีกว่ากัน 


4.การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไร


การดูแลรักษาข้อมูล อาจประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้

      (1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
      (2) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล

      (3) การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา

      (4) การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว

      ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้คอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ

     ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ระบบสารสนเทศขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น   




ข้อที่ 5 การเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

  วัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการเผยแพร่และต้องคำนึงถึง กลุ่มคนที่เราต้องการให้รับรู้และให้ได้ประโยชน์



ข้อที่ 6 จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ตอบ    ปัญหา คือ รัปประทานอาหารเย็นดึก
            วิธีที่ 1  รัปประทานให้ไวกว่าเวลาเดิม ข้อดีไม่อ้วน  ข้อเสียหิวตอนดึก
            วิธีที่ หาของว่างกินตอนดึก ข้อดี อิ่มทำให้หลับสบาย ข้อเสียอ้วน
            วิธีที่ รัปประทานเป็นผักผลไม้  ข้อดีสุขภาพดี ข้อเสียรับสารอาหารไม่ครบ


7.ปัญหาง่ายๆในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใด

จำเป็น เพราะ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น



ข้อที่ 8 การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไร

ตอบ    ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาประเด็นสำคัญของปัญหา
            ขั้นตอนที่ 2 หาแนวทางการแก้ปัญหา
            ขั้นตอนที่ 3 กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา
            ขั้นตอนที่ 4 พิจารณารายระเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่
ขั้นตอนที่ 5 พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอให้กลับไปขั้น ตอนที่ 1
ประโยชน์ คือทำให้งานสำเร็จง่ายขึ้น

ข้อที่ 9 จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด

ตอบ   การเก็บงานที่สำคัญโดยบันทึกไว้หลายๆที่เพื่อป้องกันงานถูกทำลาย เป็นวิธีที่เหมาะสมเพราะถ้าไฟล์งานอันใดอันหนึ่งเสีย ก็ยังมีงานที่บันทึกไว้ที่อื่นอยู่